ปีศาจแดงเสมอหงส์แดง

ศึกแดงเดือดขบวนปัจจุบันจบลงด้วยการเท่ากัน
อัตราความมัน 80,000 ตีนถีบ นับว่าเป็นเกมที่มีทั้งประสิทธิภาพรวมทั้งความบันเทิง แม้ โชเซ่ มูรินโญ่ จะให้สัมภาษณ์ข้างหลังแมตช์ว่ามันเป็นเกมที่ไม่มีประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ก็ตาม (เนื่องจากว่าทั้ง 2 กลุ่มส่งบอลบกพร่องกันจำนวนมาก)
หากเป็นภาพยนตร์ก็คงจะได้ทั้งเงินรวมทั้งกล่อง ด้วยเหตุว่าเป็นหนังดีที่มีคุณภาพระดับชิงรางวัลตุ๊กตาทอง แถมอุดมด้วยความสนุกสนานอย่างวิเศษอีกต่างหาก
นอกเหนือจากนั้นยังเป็นการห้ำหั่นรวมทั้งบาดใจกันอย่างเมามันระหว่าง 2 ยอดกุนซือในแวดวงฟาดแข้งยุคปัจจุบัน
ลิเวอร์พูลของ พบร์เก้น คล็อปป์ อยู่ในสถานะของกลุ่มที่ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ดของ โชเซ่ มูรินโญ่ อยู่ในชั้น 6 ของตาราง แม้กระนั้นฟอร์มปัจจุบันของพลพรรคอสุรกายแดงค่อนข้างจะร้อนแรงกว่า ด้วยเหตุว่ากะซวกชัยในทุกรายการมา 9 นัดติดต่อกัน
บนหน้ากระดาษตัวผู้เล่น 11 คนแรกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ดูดีมีชาติกำเนิดมากยิ่งกว่าผู้ร่วมทีมของ พบร์เก้น คล็อปป์ เหมือนกันกับผู้เล่นที่วางก้นอยู่บนม้านั่งสำรองที่ความสามารถทัดเทียมกับตัวจริง อีกทั้งแมนฯ ยูไนเต็ด ยังได้เล่นที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดของตัวเอง
ก็แค่ฟุตบอลมิได้วัดผลแพ้-ชนะกันด้วยความสามารถหรือความพร้อมที่มากกว่าบนหน้ากระดาษ
ลิเวอร์พูลไม่มี ซาดิโอ มาเน่ ที่ไปรับใช้ประเทศชาติ ในขณะที่ ฟิลิปกระเป๋า คูว่ากล่าวนโญ่ หายเจ็บแล้ว ทว่าอาจไม่ฟิตพอที่จะลงเล่นเป็นตัวจริง
มันยังไม่ใช่แค่นี้ยังไม่มีแบ็กขวาตัวจริงอย่าง เนธาเนียล ไคลน์ ที่คาดว่าเจ็บตอนซ้อมอีกต่างหาก
จุดนี้ "มิสเตอร์เจเค" สามารถส่งผู้เล่นที่มีประสบการณ์มากยิ่งกว่าอย่าง โจ โกเมซ หรือ อัลร์แบโต้     โมเรโน่ ลงในตำแหน่งแบ็กซ้าย แล้วโยก เจมส์ มิลเนอร์ มาทางด้านขวา
แม้กระนั้นเข้าใจว่าน่าจะเป็นด้วยเหตุว่า เจมส์ มิลเนอร์ กำลังอยู่ในฟอร์มการเล่นที่งามดีในตำแหน่งแบ็กซ้าย ผู้จัดการกลุ่มอาจไม่ได้อยากต้องการให้กลุ่มเสียสมดุลจึงตัดสินใจส่งดาวรุ่งไร้ประสบการณ์วัยเพียงแต่ 18 ฝนอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ลงเป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ็กขวา โดยไม่เกรงว่าจะปฏิบัติตนเป็นข้อบกพร่อง นี่คือความใจถึงของกุนซือชาวเยอรมัน – เขามั่นใจในระบบการเล่นของตัวเองมากยิ่งกว่าความสามารถรวมทั้งประสบการณ์ของผู้เล่น
การไม่มี ซาดิโอ มาเน่ กับ ฟิลิปกระเป๋า คูว่ากล่าวนโญ่ ส่งผลให้กองหลังของอสุรกายแดงไม่ต้องพบกับงานหนักเท่าไรนัก
แม้กระนั้น พบร์เก้น คล็อปป์ ก็คิดแผนมาเพื่อหยุดความร้อนแรงของอสุรกายแดงโดยเฉพาะ ซึ่งนั่นก็คือกรรมวิธีการเล่นอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาอย่าง "เพรสซิ่ง" นั่นแหละ
ขอบอกว่าไอ้ที่กะซวกชัยมา 9 นัดติดต่อกัน ส่วนใดส่วนหนึ่งด้วยเหตุว่าแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่พบคู่ต่อสู้ที่บีบพื้นที่เข้ากดดันอย่างเร็วจากรอบทิศทางเหมือนอย่างที่ลิเวอร์พูลแสดงออกมาให้มองเห็น
การเพรสซิ่งของลิเวอร์พูลนั้นเร็วมากมายนะครับ – ไม่ใช่เร็วธรรมดา แม้กระนั้นเร็วโคตรโหดไม่กรุณาใครกันแน่
ผู้เล่นประเภทยักษ์มีเวลาครองบอลเพียงแต่ไม่ถึง 1 วินาทีด้วยก็จะถูกเข้าถึงตัวในทันทีจากรอบทิศทาง
ลิเวอร์พูลบีบสูง แสดงว่าเล่นเกมรับตั้งแต่ในแดนคู่ต่อสู้เลยทีเดียว
บ่อยที่กองหลังของแมนฯ ยูไนเต็ด โดนบีบเร็วกระทั่งเซตเกมในแดนตนเองมิได้ บ่อยจำเป็นต้องส่งลูกคืนหลังไปเริ่มต้นใหม่ที่ผู้เฝ้าประตู – ต่อบอลทำเกมรุกไม่ถนัดกระทั่งไม่ค่อยได้โอกาสบุกขึ้นไปหาจังหวะจบด้วยวิธีการทำประตูสักเท่าไหร่
ผู้ครอบครองสมญา "เดอะ สเปเชียล วัน" ก็เช่นเดียวกันที่คิดแผนให้ผู้ร่วมทีมบีบสูงรวมทั้งพุ่งเข้าพบอย่างเร็ว เพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้ทำเกมขึ้นมากล้วยๆ
อันเดร์ เอร์เรร่า ได้รับคำบัญชาให้ตามเกาะติดติด จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ตัวขับเกมในแดนกลางของลิเวอร์พูล ไม่ให้กลับบอลขึ้นหน้า หรือแจกจ่ายบอลเพื่อทำเกมรุก
ก็แค่ "เพรสซิ่ง" ของ พบเก้น คล็อปป์ มีประสิทธิภาพมากยิ่งกว่ามากมาย ด้วยผู้เล่นที่มีกำลังมากมายพลางโจมตีเข้าพบบอลเร็วทุกจังหวะอย่างกับฉีดกระทิงแดงกับคาราบาวแดงเข้าเส้นโลหิตก่อนลงสู่สนาม
สถิติข้างหลังจบเกมบอกว่าผู้เล่นในชุดสีเขียวอ่อนสะท้อนแสงวิ่งมากยิ่งกว่าผู้เล่นเจ้าถิ่นถึง 1 กิโลแม้ว ซึ่งมีค่าเท่ากับ 10 กิโล!
หัวข้อการคิดแผนก่อนเกม ผมยกให้ พบร์เก้น คล็อปป์ เป็นฝ่ายชนะแบบเป็นเอกฉันท์ ด้วยเหตุว่าสามารถหยุดความร้อนแรงของพลพรรคอสุรกายแดงได้เสร็จ ในขณะที่ความสามารถผู้เล่น – ฟอร์มการเล่น รวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้อยกว่า
สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัดคือ 1 ใน 3 มิดฟิลด์ตัวกลางของแมนฯ ยูไนเต็ด อย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค
ที่ผ่านมาที่มิดฟิลด์วัย 35 กะรัตอย่างคุณปลัดสามารถเล่นได้สบายๆแบบไม่ระบมหัวแม่เท้า ด้วยเหตุว่าไม่พบคู่ต่อสู้ที่พุ่งเข้ากดดันอย่างเร็วขนาดนี้ ต่อเมื่อพบการเพรสซิ่งแบบ "Unstoppable Red Machine" ของลิเวอร์พูลเข้าไป – ไมเคิ่ล คาร์ริค ก็แปลงเป็นภาพสโลว์โมชั่นซะอย่างนั้น มันยังไม่ใช่แค่นี้
เพรสซิ่งของ "เดอะ คล็อปป์" ยังโจมตีขุมพลังขับเกมรุกในแดนกลางอย่าง ปอล ป็อกบา กระทั่งสติแตกรวมทั้งเสียหมาไปเลย ด้วยเหตุว่าปกติ "คุณป็อก" จัดเป็นผู้เล่นที่ชอบครองบอลนาน ชอบเลี้ยงรับประทานตัว รวมทั้งชอบเล่นท่ายากอยู่แล้ว
เว้นเสียแต่จะขับเกมมิได้ยังทำแฮนด์บอลโง่ๆกระทั่งเสียจุดลูกโทษอีกต่าง
เรียนตามจริงว่าดาวเตะค่าตอบแทน 89 ล้านปอนด์ แพงที่สุดในโลกไม่สมควรพลาดกล้วยๆอย่างงี้
ตำรวจสันนิษฐานว่าอาการฟอร์มตกอย่างน่าเกลียดของ ปอล ป็อกบาFun88อาจสำเร็จกระทบที่เกิดจากการเล่นแบบ "ซูเปอร์เพรสซิ่ง" ของลิเวอร์พูล…ก็..เป็น..ได้
ต่อไปนี้มาดูการปรับแก้เหตุการณ์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ภายหลังที่แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายตามหลังในครึ่งแรก
ลำดับแรกคือการถอด ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่เล่นในเกมอย่างงี้มิได้ออกพลางปรับระบบบางส่วนจาก 4-3-3 เป็น 4-2-3-1 แล้วส่ง เวย์น รูนี่ย์ ลงมาเป็น "หน้าต่ำ"
"อาเสี่ยหมู" เป็นผู้เล่นที่มีประสบการณ์ แถมลงมาพร้อมความคาดหมายที่จะทำลายสถิติการยิงประตูสูงสุดชั่วกับชั่วกัลป์ของ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน จึงถูกเลือกก่อน ฆวน มาต้า หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด มิซ้ำยังถือเป็นการเสริมเกมรุกไปในตัว
แม้กระนั้นก็ยังช่วยอะไรมิได้มากมาย ด้วยเหตุว่าอืดอาดยืดยาดรวมทั้งเชื่องช้าอย่างยิ่ง ไม่อาจจะผ่านคู่ต่อสู้ในเหตุการณ์ 1 ต่อ 1
แต่ ณ ในขณะนั้น เกมตกเป็นของเจ้าบ้านที่บุกอยู่ฝ่ายเดียว พบเก้น       คล็อปป์ เลยจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง ว่าแล้วหลังจากนั้นก็ส่ง ฟิลิปกระเป๋า คูว่ากล่าวนโญ่ ลงมาแทน ดิว็อค โอริกี้ ในนาทีที่ 60
"คูตี้" ลงมาแล้ว ลักษณะของลิเวอร์พูลก็ดีขึ้นขึ้น ด้วยเหตุว่าครองบอลได้รวมทั้งมีอันตรายในการตอบโต้เพิ่มมากขึ้นในทันที
เมื่อแผนแก้เกมครั้งอันดับที่หนึ่งยังช่วยอะไรมิได้มากมาย "มูมู่" ก็แงะแผนสองออกมาใช้
ฆวน มาต้า ถูกส่งลงมาแทน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ด้วยผู้เป็นกุนซืออาจจะอยากสไตล์การเล่นที่แตกต่าง เนื่องจากว่า "พี่ต้า" สามารถวางบอลเข้าไปในเขตโทษได้แม่นยำกว่า
กระนั้นก็ยังไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ – แมนฯ ยูไนเต็ด ยังทวงประตูคืนมาไม่เป็นผลสำเร็จ
โควตาผู้เล่นสำรองคนท้ายที่สุดนี่จำเป็นต้องคิดหนักนะครับ ด้วยเหตุว่าจะตัดสินใจบกพร่องมิได้แล้ว!

บนม้านั่งสำรองมีผู้เล่นอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ มารูยาน เฟลไลนี่ ที่น่าจะเหมาะกับเหตุการณ์ที่ตามหลังคู่ต่อสู้
วาบนั้นผู้ชมทางบ้านอย่างผมมีความคิดว่า "เจ้าหนูแรช" น่าจะเหมาะกับเหตุการณ์มากยิ่งกว่า ด้วยเหตุว่าเป็นผู้เล่นที่ไปกับบอลได้ดี ลอดเข้าไปในเขตโทษเก่ง รวมทั้งยิงประตูได้
ก็แค่ผมไม่ใช่กุนซือสุดยอดอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดคิดดังที่คนจำนวนมากคิด แมนฯ ยูไนเต็ดก็อาจจะไม่มีความจำเป็นจำเป็นต้องเสียค่าตอบแทนมากมายให้คุณพี่เขาหรอกครับ
มันธรรมดาเกินไปที่จะส่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงมาเป็นตัวสำรองคนท้ายที่สุด
ระดับ "สเปเชียล วัน" มันจำเป็นต้องลึกซึ้งรวมทั้งเหนือชั้นมากยิ่งกว่านั้น
ว่าแล้วพี่เอ็งก็หักมุมด้วยการส่ง มารูยาน เฟลไลนี่ ลงมาเป็นตัวสำรองคนท้ายที่สุด!!!
วาบนั้นผู้ชมทางบ้านอย่างผมเผลออุทานออกมาเป็นภาษามอนเตเนโกรโดยไม่เจตนา
ด้วยหวังจะใช้รูปร่างอันสูงยาวเข่าดีของดาวเตะหัวฟูผู้นี้ให้มีประโยชน์ในการเล่นลูกในอากาศพลางปรับแนวทางเล่นเป็นบอมบ์เข้าใส่ด้วยลูกโด่ง
ในเมื่อเจาะทางภาคพื้นดินไม่เข้า มันก็จำเป็นต้องจู่โจมทางอากาศนี่แหละ ยุทธวิธีนี้อยู่คู่กับเกมลูกหนังมานานกว่าร้อยปี แม้กระนั้นไม่เคยตกสมัยนะครับ-ขอบอก
"พี่ฟู" ถูกส่งลงมาเป็นกองหน้าคู่กับดาวเตะรูปร่างสูงใหญ่อีกคนอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช พลางขยับ เฮนริค มคิทาร์ยาน ลงไปเล่นเป็นแบ็กซ้าย (แบบตามมารยาท) แทน มัตเตโอ ดาร์เมียน ด้วยเหตุว่าอยากคุณประโยชน์จากเกมรุกมากยิ่งกว่าเกมรับ ก่อนที่จะประเดิมบอมบ์เข้าใส่ชนิดเต็มแบบ หากแมนฯ ยูไนเต็ด ตามตีเสมอไม่เป็นผลสำเร็จ ประเด็นนี้จะแปลงเป็นหลักสำคัญขึ้นมาในทันที
โชเซ่ มูรินโญ่ คงจะถูกตั้งข้อกล่าวหาอุกอาจว่า "มึงส่งไอ้ฟูลงมาทำไม้ตีพริกอะไรครับ?" ในขณะที่ มารูยาน เฟลไลนี่ อาจจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับเสาไฟตามสูตร
ประตูตีเสมอของแมนฯ ยูไนเต็ด มาจากการโหม่งไปชนเสาของดาวเตะหัวหยิกหย็อยเหมือนฝอยขัดหม้อ มันจึงแปลงเป็นการแก้เกมที่เห็นผลหยุดดีนักแลของผู้เป็นกุนซือ
เริ่มตั้งแต่ปรับระบบเป็น 4-2-3-1 ในครึ่งหลังพลางถอดมิดฟิลด์ตัวรับอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค ออกแล้วส่งตัวรุกอย่าง เวย์น รูนี่ย์ ลงมาแทน
ตามมาด้วยการส่ง ฆวน มาต้า ลงมาแทน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ก่อนทิ้งไพ่ใบท้ายที่สุดอย่าง มารูยาน เฟลไลนี่ ลงมาโขกโดยเฉพาะ
ในขณะที่ พบร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนผู้เล่นเพียงแต่คนเดียวแล้วหยุดเลย (อาจด้วยเหตุว่าบนม้านั่งสำรองอาจไม่มีผู้เล่นที่ลงมาแล้วช่วยกลับเหตุการณ์ให้ดีขึ้น)